ช่วยผู้อื่นเท่ากับช่วยตนเอง บทความจาก พระไพศาล วิสาโล – บ้าน เพื่อนธรรม เพื่อนคู่ใจ เพื่อนเดินทาง
ช่วยผู้อื่นเท่ากับช่วยตนเอง บทความจาก พระไพศาล วิสาโล

ช่วยผู้อื่นเท่ากับช่วยตนเอง บทความจาก พระไพศาล วิสาโล

เมื่อประมาณ ๔๐-๕๐ ปีมาแล้ว มีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งขับเครื่องบินใบพัด แล้วเกิดอุบัติเหตุเครื่องตกบนเทือกเขาแอนดิส ในทวีปอเมริกาใต้ เทือกเขานี้สูงมาก มีแต่หิมะทั้งนั้น เครื่องตกลงมาพังยับเยิน แต่ตัวเขาไม่ตาย ต้องกระเสือกกระสน เดินฝ่าหิมะไปขอความช่วยเหลือจากผู้คน แต่เทือกเขานั้นกว้างใหญ่มาก เดินฝ่าหิมะ ๓ วันก็ยังไม่เห็นวี่แววของผู้คน อากาศก็หนาวเหน็บ จนกระทั่งเขาหมดแรง แต่เขารู้ว่าถ้าล้มฟุบตรงนั้นก็จะลุกขึ้นมาไม่ได้อีกเลย เขาจึงพยายามลุกขึ้นมาเดินต่อ เดินลุยหิมะไปได้สักพักก็หมดแรง

ตอนนั้นเขาคิดว่าต้องตายแน่นอน จึงร่ำลาลูกเมียและเตรียมตัวตาย แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าตายตรงนั้นคงไม่มีใครพบศพเขา เมียก็จะลำบาก เพราะประเทศฝรั่งเศส ถ้าไม่พบศพ ต้องใช้เวลาถึง ๔ ปี ศาลจึงจะประกาศว่าเป็นบุคคลสูญหาย บริษัทประกันภัยถึงจะจ่ายเงินให้เมียหรือทายาท เขาจึงคิดว่าจะตายตรงนั้นไม่ได้ แล้วเขาเหลือบไปมองเห็นหินก้อนหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากหิมะ อยู่ห่างประมาณ ๑๐๐ เมตร เขาคิดว่าถ้าทิ้งร่างกายไว้บนหินก้อนนั้น คงมีโอกาสที่คนอื่นจะมาพบศพเขาได้ เขาจึงรวบรวมเรี่ยวแรง เดินกระเสือกกระสนไปจนถึงหินก้อนนั้น แต่ปรากฏเขาไม่ได้หยุดแค่ตรงหินก้อนนั้น เขายังมีแรงเดินต่อไปอีก ๑๐๐ กิโลเมตร จนกระทั่งไปถึงหมู่บ้าน แล้วมีคนช่วยชีวิตเขาไว้ได้

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มาก คนซึ่งไม่มีเรี่ยวแรง กำลังจะตายอยู่แล้ว แต่สุดท้าย ด้วยความรักเมีย ด้วยความห่วงลูก อยากให้ลูกเมียได้รับเงินประกันชีวิต จะได้ไม่ต้องลำบาก ทำให้เขามีเรี่ยวแรง ทีแรกคิดว่าเดินไปอีก ๑๐๐ เมตรก็แย่แล้ว แต่ก็กัดฟันเดินด้วยความรักเมีย ด้วยความห่วงลูก สุดท้ายกลับมีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นมาอีก จนกระทั่งสามารถเดินไปได้ไกลกว่าเดิมหลายเท่า เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ใจของคนเรามีพลังมาก และสิ่งหนึ่งที่เป็นพลังให้กับคนเราได้คือความรัก ความห่วงใย

คนเรานั้นมีทั้งพลังบวกและพลังลบในตัว พลังลบ ได้แก่ ความโกรธ ความอาฆาตพยาบาท พลังบวก ได้แก่ ความเมตตากรุณา ความรัก ความห่วงใย ทำให้เราสามารถที่จะทำในสิ่งที่ยามปกติทำได้ยาก

คุณหมออมรา มะลิลา เล่าให้ฟังว่ามีผู้ชายคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุ เกิดอาการช็อก ไตวายฉับพลัน ตอนมาถึงโรงพยาบาลก็โคม่าแล้ว อาการหนักมาก หมอบอกว่าเป็นตายเท่ากัน ในช่วงนั้นเขาเล่าว่าเจ็บปวดมาก คนที่อาการโคม่า ไม่ใช่ว่าเขาไม่รับรู้ เขารับรู้ได้ แต่สื่อสารออกไปไม่ได้

ผู้ชายคนนี้เล่าว่า ตอนที่เขาโคม่า รู้สึกทุกข์ทรมานมาก จิตว้าวุ่นฟุ้งซ่านไปหมด ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว บางขณะก็เหมือนกับจะหลุดออกจากร่างให้ได้ แต่แล้วบางช่วงก็รู้สึกว่ามีอะไรมาแตะที่ตัวเขา แล้วมีพลังอะไรบางอย่างแผ่ออกมา ช่วยทำให้จิตของเขากลับมาอยู่กับกาย หายว้าวุ่น ทุกขเวทนาเบาบางลง

ภายหลังเมื่อเขาเริ่มรู้สึกตัว ก็รู้ว่าเป็นเพราะมีหัวหน้าพยาบาลคนหนึ่ง เวลาขึ้นเวรก็จะมาเยี่ยมผู้ป่วยทีละเตียง มาพูดคุยให้กำลังใจ คนไหนที่โคม่า พูดไม่ได้ ไม่รู้สึกตัว เธอก็จะเอามือสัมผัสตัวผู้ป่วย แล้วก็แผ่เมตตา สวดมนต์ ให้กำลังใจ ให้ฟื้นจากอาการโคม่า ให้หายไว ๆ พลังแห่งความเมตตาจากสัมผัสของเธอ สามารถแผ่ถึงตัวของผู้ป่วย จนกระทั่งจิตใจของเขารับรู้ได้ ทำให้ชายผู้นั้นรู้สึกสำนึกในบุญคุณของพยาบาลคนนี้มาก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะรู้สึกตัวแล้ว ก็ยังมีบางช่วงที่มีอาการกำเริบ เพราะว่ายังอยู่ในภาวะวิกฤติ คืนหนึ่งเขาทรมานมาก หายใจลำบากอย่างยิ่ง มีความรู้สึกเหมือนแบกกระสอบข้าวสารเดินขึ้นเขา ความรู้สึกตอนนั้นคืออยากจะตาย เพราะไม่ไหวแล้ว แต่ช่วงนั้นเองเขาก็นึกถึงพยาบาลคนนั้น ถ้ารุ่งเช้าพยาบาลคนนั้นมาแล้วพบว่าเขาตายไปแล้ว เธอคงจะรู้สึกเสียใจ อาจจะคิดว่าเธอทำอะไรผิดไปหรือเปล่า เขาถึงตาย

พอนึกอย่างนี้เขาก็เลยคิดว่าอย่าเพิ่งตายเลย อดทนอีกสักหน่อยให้ถึงเช้า จะได้ร่ำลาพยาบาล และบอกเธอว่า ถ้าผมตายไปก็ไม่ใช่ความผิดของคุณ คุณทำดีที่สุดแล้ว แต่ผมไม่ไหวจริง ๆ แล้วเขาก็รวบรวมกำลัง อดทนจนถึงเช้า เพื่อจะได้บอกพยาบาลอย่างที่นึกไว้

ครั้นถึงตอนเช้าเขาก็รู้สึกดีขึ้น พยาบาลมาเยี่ยมตอนเช้า เขาก็ลืมบอกพยาบาล แต่พอตกกลางคืน อาการก็กำเริบอีก จะตายให้ได้ แล้วเขาก็นึกถึงพยาบาลอีก คิดว่ายังตายไม่ได้ ต้องร่ำลาพยาบาลก่อน ต้องบอกให้เธอรู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดของเธอถ้าเขาจะตาย แต่ร่างกายมันไม่ไหวจริง ๆ เขาจึงพยายามรวบรวมกำลัง แล้วก็อยู่จนถึงเช้า พอเจอพยาบาลก็ลืมบอกอีก ตกดึกก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม เป็นอย่างนี้อยู่ ๒-๓ วัน จนกระทั่งร่างกายของเขาดีขึ้น กลับมาเป็นปกติ จนออกจากโรงพยาบาลได้

เรื่องนี้เป็นอีกตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ความรักความห่วงใย หรือความเมตตามีพลังมาก ไม่ใช่แค่พลังความเมตตาของพยาบาลคนนั้น ที่ช่วยให้ชายผู้นี้มีเรี่ยวแรง และมีอาการดีขึ้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความเมตตาหรือความห่วงใยของคนไข้ที่มีต่อพยาบาล ไม่อยากให้พยาบาลต้องเสียใจ หรือรู้สึกผิดที่ตัวเองต้องตาย ถ้าชายผู้นี้ไม่มีความเมตตากรุณา หรือความห่วงใยพยาบาล เขาคงตายไปนานแล้ว

สำหรับเขาตอนนั้นตายง่ายกว่าการอยู่ด้วยซ้ำไป แต่เมื่อรู้ว่าจะต้องอยู่เพื่อบอกลาพยาบาล เขาก็มีกำลังใจและความอดทนที่จะอยู่ต่อ แม้จะเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ตาม แต่กลับเป็นว่ามันทำให้เขามีพลังที่จะอยู่ต่อไปได้นานขึ้นอีกหลายวัน เหมือนกับชายชาวฝรั่งเศสที่กล่าวเมื่อสักครู่ พอเขามีแรงเดินไปได้ ๑๐๐ เมตร ก็เกิดกำลังใจที่จะเดินต่อ จนสามารถเดินต่อไปได้อีก ๑๐๐ กิโลเมตร

ความเมตตากรุณาคือความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ไม่ใช่นึกอย่างเดียว แต่พยายามช่วย พยายามลงมือทำเพื่อช่วยเขา การทำเช่นนั้นมีผลดีอย่างหนึ่งคือช่วยลดความทุกข์ในจิตใจของตน เมื่อนึกถึงผู้อื่น ผลดีก็ส่งกลับมาที่ตัวเองด้วย เมื่อคิดจะช่วยผู้อื่น ก็กลับกลายเป็นการช่วยตัวเอง ทำให้มีเรี่ยวแรงดีขึ้น มีกำลังมากขึ้น การนึกถึงผู้อื่น คิดอยากจะช่วยผู้อื่น กลับเป็นประโยชน์ต่อเราเองด้วย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข” เมื่อเราคิดอยากจะช่วยผู้อื่น ก็เกิดพลัง เกิดกำลังใจ ทำให้ความทุกข์ของเรากลายเป็นเรื่องเล็ก เรายอมที่จะทุกข์ได้มากกว่านี้เพื่อช่วยเขา อย่างสองคนที่ยกตัวอย่าง ถ้าเขาคิดถึงแต่ตัวเองก็คงไม่รอด เพราะว่าคนเราถ้าคิดถึงแต่ตัวเอง ก็จะเห็นว่าความทุกข์ของตัวเองเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่พอคิดถึงผู้อื่น ความทุกข์หรือความลำบากของตัวเอง กลายเป็นเรื่องเล็ก ยอมได้ ทนได้เพื่อเขา ในที่สุดก็เกิดกำลังใจและอยู่รอดต่อไปได้

พระพุทธเจ้ายังตรัสอีกว่า “เมื่อรักษาตนก็เท่ากับรักษาผู้อื่น เมื่อรักษาผู้อื่นก็เท่ากับรักษาตน” การนึกถึงผู้อื่น หรือการพยายามช่วยผู้อื่น ไม่ได้แยกออกจากการช่วยตัวเอง เมื่อเราคิดช่วยผู้อื่น ก็จะส่งผลดีต่อตนเอง กลายเป็นการช่วยตัวเองไปในตัวด้วย พระพุทธเจ้ายังอธิบายด้วยว่า รักษาตนทำอย่างไร ก็ด้วยการปฏิบัติธรรมให้มาก อบรมตนให้มาก แล้วการรักษาผู้อื่นล่ะ ทำอย่างไร ก็ด้วยการมีขันติ อวิหิงสา คือการไม่เบียดเบียน มีเมตตาจิต มีความเอ็นดูกรุณา

มีหญิงเชียงใหม่คนหนึ่ง เธอติดเชื้อเอชไอวีจากสามี ซึ่งไปเที่ยวผู้หญิงมาแล้วก็แพร่เชื้อมาให้เธอ พอเธอรู้ว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวี ก็ไม่ได้โกรธสามี ยังดูแลสามีซึ่งต่อมาป่วยด้วยโรคเอดส์จนตาย เมื่อเธอกลายเป็นแม่หม้าย เธอก็นึกถึงหัวอกของแม่หม้าย หรือหญิงที่ติดเชื้อเหมือนเธอ เธอจึงพยายามช่วยเหลือด้วยการให้กำลังใจ ให้ความรู้ เป็นจิตอาสาช่วยหญิงติดเชื้อ ให้คนเหล่านั้นดูแลตัวเองได้ ตอนหลังก็ขยายโครงการไปช่วยคนที่ยังไม่ติดเชื้อ ซึ่งก็ได้แก่เด็กและเยาวชน เธอไปเป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ตอนหลังก็คิดไปไกลถึงว่า ถ้าจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้คนติดเอดส์ ก็ต้องช่วยให้เขามีวิชาความรู้ มีอาชีพที่ดี เพราะถ้าไม่มีความรู้ หากเป็นผู้หญิงก็อาจไปขายตัว ถ้าเป็นผู้ชายก็อาจเป็นกรรมกร แล้วก็ไปเที่ยวซ่อง จากนั้นก็ติดเชื้ออีก

ผู้หญิงคนนี้จึงทำงานด้านการศึกษา สร้างอาชีพ พัฒนาทักษะให้กับเด็กและเยาวชน ตอนหลังก็ขยายไปเป็นการพัฒนาหมู่บ้าน กิจกรรมที่เธอทำกลายเป็นงานใหญ่ ขยายวงกว้าง เธอได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรตามที่ต่าง ๆ มากมาย ทั้งเรื่องเอดส์ เรื่องการศึกษา เรื่องเยาวชน เธอทำมาจนถึงตอนนี้ ๒๐ กว่าปีแล้ว เธอก็ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ป่วย และที่น่าแปลกคือ เธอไม่ได้กินยาต้านเชื้อ แต่ก็มีสุขภาพดี มีคนแปลกใจว่าเธอทำงานมาก ๆ เธอไม่กลัวป่วยเหรอ ที่จริงเขาคงอยากถามเธอตรง ๆ ว่า ทำงานมาก ๆ แบบนี้ ช่วยเหลือคนอื่นมากมาย เธอไม่กลัวตายเหรอ เธอตอบดีมาก เธอตอบว่า “ถ้าคิดแต่เรื่องของตัวเองก็ป่วยไปนานแล้ว”

คนธรรมดาเวลาเจ็บป่วยมีแนวโน้มที่จะคิดถึงแต่ตัวเอง เริ่มตั้งแต่ยอมรับไม่ได้ที่ตนเองป่วยแล้วก็พร่ำบ่นว่า ทำไมต้องเป็นฉัน ๆ แล้วก็หมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องของตัวเอง เพราะว่าธรรมชาติของทุกขเวทนามันเป็นอย่างนั้น เมื่อยิ่งคิดถึงแต่ตัวเองมากเท่าไร อาการก็จะยิ่งแย่ลง ๆ แต่พอคิดถึงคนอื่น หรือช่วยคนอื่นด้วย จะทำให้เกิดกำลัง ทั้งกำลังใจและกำลังกาย

ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้กินยาต้านเชื้อเลย แต่ที่เธอยังมีชีวิตอยู่ได้ เข้าใจว่าคงเป็นเพราะเมื่อมีจิตเมตตากรุณา ก็ช่วยให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายแข็งแรง ภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงคงช่วยสกัดกั้นไม่ให้เชื้อเอชไอวีลุกลาม เธอจึงสามารถอยู่กับเชื้อนี้ได้อย่างปกติสุข

คนเราเวลามีความทุกข์ นอกจากการเยียวยาร่างกายด้วยยา หรือเยียวยาทุกขเวทนาตามเหตุปัจจัยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยเพิ่มพลังให้กับจิตใจ และทำให้จิตใจเป็นปกติสุขมากขึ้นคือความเมตตากรุณา มันมีผลดีทั้งต่อจิตใจและร่างกาย ความรักความห่วงใยที่มีให้กับคนใกล้ชิด คนรู้จัก คนที่อยู่ไกลออกไป หรือแม้แต่สัตว์ ล้วนส่งผลดีต่อตัวเรา

มีการวิจัยพบว่า คนที่ป่วยด้วยโรคหัวใจ อาการหนักถึงขั้นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งมีโอกาสตายสูง คนเหล่านี้ถ้าที่บ้านมีสัตว์เลี้ยง โอกาสตายภายในหนึ่งปีมีแค่ ๑ ใน ๖ เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่มีสัตว์เลี้ยง คือถ้าอยู่คนเดียวก็จะตายเร็วมาก แต่ถ้ามีสัตว์เลี้ยง ก็มีแนวโน้มที่จะอายุยืนหรือตายช้าลง

การมีสัตว์เลี้ยงกับการมีสุขภาพดีเกี่ยวข้องกันอย่างไร ส่วนหนึ่งก็คือมันทำให้ไม่เหงา และที่สำคัญอีกอย่างคือ มันช่วยกระตุ้นความเมตตากรุณาในใจเรา ทำให้เรารู้สึกมีชีวิตชีวา และมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือดูแลสัตว์เหล่านั้น ที่จริงแม้กระทั่งต้นไม้ก็ช่วยได้มาก คนที่มีต้นไม้และดูแลต้นไม้ด้วยตัวเอง สุขภาพของเขาจะดีกว่าคนที่ไม่มีต้นไม้ดูแล

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเคยทำวิจัยกับคนแก่ในบ้านพักคนชรา คนแก่เหล่านี้สุขภาพย่ำแย่มาก ช่วยตัวเองไม่ค่อยได้ ลูกหลานก็ดูแลไม่ไหวจึงให้มาอยู่ที่บ้านพักคนชรา คนเหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างดี มีเจ้าหน้าที่เอาใจใส่เรื่องการกินอยู่อย่างได้มาตรฐาน ยาหรือวิตามินก็มีมากมาย ผลการวิจัยพบว่าคนแก่ที่มีต้นไม้อยู่ในห้องและรดน้ำต้นไม้ด้วยตัวเอง เมื่อผ่านไปหนึ่งปีมีคนตายเพียงครึ่งหนึ่งของคนแก่อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้รดน้ำต้นไม้ด้วยตนเองแต่มีเจ้าหน้าที่ช่วยรดให้

เพียงแค่มีต้นไม้อยู่ในห้องและรดน้ำด้วยตัวเองก็ทำให้จิตใจชุ่มชื่นได้ เพราะเมื่อเรารดน้ำต้นไม้ ไม่ใช่แค่ต้นไม้เท่านั้นที่เขียวขจี ใจของเราก็พลอยสดชื่นไปด้วย เหมือนกับที่เราทำกิจกรรมจัดดอกไม้เมื่อวานนี้ เราไม่ได้จัดดอกไม้เท่านั้น ดอกไม้ก็จัดใจเราด้วย

คนแก่ที่รดน้ำต้นไม้ เมื่อเขาเห็นต้นไม้เติบโต เขาก็มีความสุข ความห่วงใย ความรู้สึกผูกพันกับต้นไม้ทำให้จิตใจชุ่มชื่น มันไปกระตุ้นพลังบวก คือเมตตากรุณาในใจด้วย ความเมตตากรุณาก็มีส่วนช่วยให้อายุยืนขึ้น ตายช้าลง นี่เพียงแค่ดูแลต้นไม้ ไม่ต้องพูดถึงการดูแลสัตว์ เดี๋ยวนี้บ้านพักคนชราหลายแห่งเอาสัตว์มาเลี้ยง ไม่ได้ให้เจ้าหน้าที่เลี้ยงเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้คนชราได้เลี้ยงด้วย เช่น พาไปเดินเล่นบ้าง ให้อาหารนกบ้าง ให้อาหารแมวบ้าง สุขภาพจิตของคนแก่ก็ดีขึ้น กินยาน้อยลง มีอายุยืนขึ้น ตายน้อยลง

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะอานิสงส์แห่งความเมตตากรุณา ความเมตตากรุณาทำให้ป่วยน้อยลง หรือถ้าป่วยก็ทำให้ตายช้าลง ถ้ากำลังจะตายก็มีเรี่ยวแรงที่จะอยู่อย่างมีความหมาย ไม่ใช่อยู่แบบไร้จุดหมาย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เมตตากรุณาจะช่วยทำให้อายุยืนมากขึ้น ทำให้รอดตาย แต่ถ้าถึงเวลาที่จะต้องตายจริง ๆ ก็ต้องรู้จักวางเหมือนกัน จะรักใคร ห่วงใคร ไม่ว่าลูก เมีย พ่อ แม่ หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง ก็ต้องปล่อยวาง เพราะถ้าไม่วาง อาจทำให้ทุรนทุราย คนเราไม่ว่าจะห่วงใยใครหรืออะไรแค่ไหน ก็ต้องมีช่วงเวลาที่รู้จักวาง และช่วงเวลาที่สำคัญก็คือตอนใกล้ตาย ถึงตอนนั้น ต้องวางให้หมด แม้แต่การทำบุญทำกุศล หรือการช่วยเหลือผู้คน ก็ต้องวางเหมือนกัน

มีคุณลุงคนหนึ่ง เป็นคนที่ธัมมะธัมโมมาก ชอบชักชวนเพื่อน ๆ ไปทำบุญ ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน เพื่อสร้างโบสถ์ สร้างวิหารให้แก่วัดในชนบท ยิ่งอยู่ในถิ่นทุรกันดารมากเท่าไร แกก็ยิ่งใส่ใจมากเท่านั้น ทำอย่างนี้ติดต่อมานานนับสิบปี วันหนึ่งพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง แล้วมะเร็งก็ลุกลามเร็วมาก จนกระทั่งแกอยู่ในระยะสุดท้าย เมื่อใกล้ตาย แกมีอาการกระสับกระส่าย ลูกหลานเห็นว่าแกเป็นคนธัมมะธัมโม ถ้าได้ฟังเทปธรรมะ ฟังพระสวดมนต์คงจะสงบ แต่ปรากฏว่าไม่ได้ผล แกยังมีอาการกระสับกระส่ายเหมือนเดิม ลูกหลานแปลกใจว่าทำไมคนธัมมะธัมโมฟังเทปธรรมะ ฟังพระสวดมนต์แล้วยังไม่สงบ

จนกระทั่งเพื่อนสนิทของลุงคนนี้มาถึง พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนก็ไปพูดกับคนไข้ว่า “โบสถ์ที่ยังสร้างไม่เสร็จไม่ต้องห่วงนะ พวกเราจะช่วยกันสร้างให้เสร็จ” พูดจบคนไข้ก็สงบ หายกระสับกระส่ายทันที แสดงว่าคำพูดนี้โดนใจแก ที่แกกระสับกระส่ายคงเป็นเพราะมีห่วงว่ายังสร้างโบสถ์ไม่เสร็จ จึงยังตายไม่ได้ ใจต่อต้านความตาย แต่พอได้ยินเพื่อนพูดแบบนี้ ก็สบายใจ และปล่อยวางได้ ในที่สุดก็ตายอย่างสงบ ไม่มีอาการทุรนทุราย กระสับกระส่าย

เรื่องนี้เตือนใจว่า การทำบุญทำกุศล เช่น การสร้างโบสถ์ แม้ว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องตาย ก็ต้องวาง ถ้ายังยึดติด แม้เป็นเรื่องบุญกุศล ก็ทำให้ทุกข์ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อถึงเวลาใกล้ตายก็ต้องรู้จักวาง อะไรที่ยังทำไม่เสร็จก็ต้องวางให้ได้

ลุงคนนี้ทำใจไม่ได้ แต่ยังดีที่มีเพื่อนมาช่วยพูดให้ปล่อยวางได้ แต่เมื่อถึงคราวของเรา อาจไม่มีใครมาพูดแนะนำให้ปล่อยวางได้ เมื่อหวังพึ่งใครไม่ได้ก็ต้องพึ่งตัวเอง ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวางด้วยตัวเอง

เมตตากรุณามีประโยชน์ แต่ก็ต้องรู้จักความพอดี และต้องรู้จักวางด้วยเหมือนกัน การทำความดี การทำบุญทำกุศล การสร้างวัดวานั้นดี มีประโยชน์ เป็นบุญกุศลมาก แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องวาง เพราะถ้าไม่วาง ยังยึดติดอยู่ ก็สามารถก่อโทษแก่ตัวเราได้ ท่านอาจารย์พุทธทาสเตือนว่า ระวังอย่าให้ความดีกัดเจ้าของ

พระพุทธเจ้าทรงอุปมาว่า ธรรมะของพระองค์นั้นเหมือนกับแพ มีไว้เพื่อให้เราข้ามฟาก เมื่อถึงฝั่งแล้วเราก็เดินขึ้นฝั่ง ไม่ต้องแบกเอาแพติดตัวไปด้วย นั่นคือ ต้องรู้จักปล่อย รู้จักวาง ขนาดกุศลธรรมซึ่งมีประโยชน์ เรายังต้องรู้จักวาง นับประสาอะไรกับอกุศลธรรม ยิ่งมิอาจยึดติดได้เลย

วารสารธรรมมาตา
ปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๑
พฤษภาคม มิถุนายน กรกฏาคม สิงหาคม ๒๕๖๐

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.visalo.org

Please follow and like us:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *