อยากรวยต้องทำบุญด้วยปัญญา อย่าทำบุญด้วยตัณหา

พระอาจารย์คม อภิวโร

ไม่มีใครอยากจนใช่ไหมค่ะ เป็นธรรมดาค่ะ ขนาดผู้เขียนเองยังอยากรวยเลยค่ะ มีเงินทองเหลือกินเหลือใช้ ก็ยังดีกว่าไม่มีกินมีใช้นะคะ เคยได้ยินไหมค่ะว่า คนรวยมาตั้งแต่เกิด เพราะเขาทำบุญมาดี แล้วทำบุญแบบไหนถึงเรียกว่าทำบุญแล้วดี ทำบุญแล้วได้บุญเขาทำกันแบบไหน ทำบุญแล้วได้บาป อย่าไปทำค่ะเสียเวลาเปล่าๆ พอดีไปอ่านเจอคำสอนจาก พระอาจารย์คม อภิวโร เรื่อง อยากรวยต้องทำบุญด้วยปัญญา อย่าทำบุญด้วยตัณหา เป็นโอวาทก่อนแจกเครื่องอุปโภคช่วยชาวบ้าน ค่ะ ดีมากๆนะคะ สอนดีมาก อ่านให้จบนะคะ แล้วได้เข้าใจเรื่องการทำบุญที่ถูกต้องค่ะ
———————————————————————————————————————————————————-
“ที่วัดป่าธรรมคีรี เพียงอาหารบิณฑบาตก็พอขบฉันแล้ว อาจมีขาดแคลน ไม่พอบ้างก็บางครั้ง พระอดได้ไม่ลำบากนัก จึงบอกให้พิจารณาออกแจกชาวบ้านผู้เดือดร้อนจะได้ประโยชน์มากกว่า

ไม่ใช่ว่าวัดรวยนะ วัดก็มีหนี้ค้างชำระ มีรายจ่ายเยอะเหมือนกัน แต่อะไรที่ช่วยกันได้ก็ต้องช่วยกัน ประเภทเก่งคนเดียว ดีคนเดียว หวังจะรอดอยู่คนเดียว พวกนั้นไปไม่รอดสักราย แต่ถ้าเมื่อไหร่เราสามัคคีกัน อะไรก็ทำลายพวกเราไม่ได้ รบก็ชนะ สงบก็มีความสุข อาจไม่หรูหรา แต่ว่ามันสมบูรณ์พูนสุขในตั

ที่แจกนี่เป็นกำลังใจกัน ให้สู้ชีวิตกันต่อไป อาจช่วยไม่ได้ตลอด แต่ก็แก้ไขความเดือดร้อนเฉพาะหน้าได้ ขอให้มีสติในการใช้ชีวิต จงมีสัจจะ อย่าไปลักขโมยใคร อย่าคดโกงใคร

เราอาจจะจน แต่เราจะไม่เลว

ขอให้มีธรรมะเป็นที่พึ่ง ถ้าเชื่อพระธรรม มีศีลอย่างน้อย ๒ ข้อ เราจะจนชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย

ศีล ๒ ข้อที่ว่า คือ
ไม่ลักทรัพย์ ๑
ไม่ยุ่งกับสุรา และยาเสพติด ๑

เพราะว่าการลักขโมย คดโกง คือการทำลายทรัพย์เขา บาปมันจะส่งผลมาตัดลาภเรา ทำให้เรายากจน

การดื่มสุรา พึ่งยาเสพติด นอกจากเปลืองเงินแล้ว พิษสงของมันจะทำให้เราขาด “สติ” เมื่อขาดสติก็ทำเลวได้ทุกชนิด ลูกฆ่าแม่ พ่อข่มขืนลูกมีให้เห็นเกลื่อนไป ขาดสติแล้วผิดศีลได้ครบทุกข้อ สมองพัง เกิดมาชาติหน้าก็ไม่สมประกอบ หนักหน่อยก็เป็นบ้าสติไม่ดี เบาหน่อยก็บ๊องๆ มึนๆ เพี้ยนๆ เป็นที่รังเกียจของคนรอบข้า

ศีล ๒ ข้อนี้ถ้าใครปฏิบัติได้ ชาติต่อไปไม่จน ยิ่งรักษาศีลได้มากข้อกว่านี้ยิ่งจะรวยใหญ่

แต่สำหรับคนที่อยากรวยชาตินี้ นอกจากมีศีลแล้วต้องเพิ่มความขยันหมั่นเพียรมากๆ อย่าขี้เกียจ งานสุจริตอะไรทำได้ก็ทำ เมื่อมีรายได้มา หัดหยอดกระปุกไว้ทำบุญทีละบาทสองบาท ไม่ต้องหยอดมาก นิดเดียวพอ แต่ขอให้ทำบ่อยๆ ทำตอนใจสบายๆ ไหว้พระก่อนให้จิตใจนึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ท่องในใจ “พุทโธ พุทโธ พุทโธ” แล้วหยอดกระปุกไว้ พอรวบรวมได้สักหน่อยก็ไปซื้อของใส่บาตรพระตอนเช้า วัดไหนก็ได้ไม่เจาะจง เอาที่ใกล้บ้านก็ดี ถ้าไม่มีเวลาใส่บาตรว่างเมื่อไหร่ก็ไปวัด เขามีบุญอะไรก็ร่วมบุญกับเขา วัดไหนก็ได้ เลือกตามที่ศรัทธา

๑ สังฆทาน
๒ วิหารทาน
๓ สร้างพระพุทธรูป
๔ ธรรมทาน

ทำอย่างนี้เป็นการสร้างทานบารมี ทานบารมีจะทำให้เกิดลาภคล่องตัว คนจะรวยนะ แต่อย่าลืมต้องขยันทำมาหากินด้วย ไม่ใช่รอโชคช่วยอย่างเดียว

เวลาทำบุญให้ทาน ให้ไปแล้วจงอย่านึกเสียดาย บุญจะตกทันที ผลจะน้อย หรืออาจไม่ได้รับผลก็ได้ ข้อนี้น่าสนใจนะ อย่าให้ตัวโลภ ตัวตระหนี่ ตัวหลง ตัวเมา มาตัดรอน ถ้าจิตหมองอย่างนี้ไม่รับรองผลนะ กิเลสในใจมาทำลายตัวเอง บางคนที่ฟุ้งมากๆ ไม่มีสติ ยิ่งน่าสงสาร ปรุงแต่งไป ปรุงแต่งมา จนกิเลสมัดคอตัวเองเต้นผางๆ น่าสลดสังเวช

อาตมาจึงเตือนทุกท่านเสมอให้พิจารณาให้ดีก่อนทำบุญทุกชนิด เราทำเพื่อตัดกิเลส ทำลายความโลภ ความเห็นแก่ตัว ไม่ใช่ทำเพราะบ้าบุญ เมาบุญ ให้ทำบุญด้วยปัญญา อย่าทำบุญด้วยตัณหา

รีบละบาปออกจากจิตใจก่อนเถอ

ถ้าใจเลว วาจาก็เลว การกระทำก็เลวไปด้วย ยิ่งอยู่ในครอบครัวที่ไม่มีศีลยิ่งยุ่งใหญ่ เดี๋ยวนี้คนมุ่งทำทานแต่ไม่รักษาศีล อาตมาจึงว่าละบาปดีกว่าทำบุญนะ ละความเลวของตนเองก่อนดีที่สุด และควรรีบทำอย่างว่องไวด้วย

เรื่องของคนอื่นเลว ยังไม่รู้จริงหรือปลอมเลย เราชอบไปสอดรู้สอดเห็น แถมไปนินทาต่อ สร้างกรรมเพิ่มเข้าไปอีก

เรื่องตัวเราเลวเองกลับทำมองไม่เห็น กิเลสมันไม่ยอมรับ ไม่ยอมแก้ไข มันถึงได้ติดขัด ไม่สว่าง ไม่คล่องตัวในชีวิตสักที

พึงยอมรับเถอะว่า …ไม่มีใครโกหกตนเองได้!
เรื่องกิเลสในใจ มันทำเจ้าเล่ห์เจ้ากล มารยาได้สารพัด จิตใจตัวเองรู้ดีทุกอย่าง กรรมท่านบันทึกไว้ทุกขณะจิตที่คิดชั่วนั้น ตอนมีชีวิตไฟมันเผาใจอยู่ตลอด ตายไปก็หนีนรกไม่พ้นแน่นอน

คนทำบุญจึงไม่ได้ไปสวรรค์เสมอไป เพราะทำบุญด้วยตัณหา ไม่ได้ทำบุญด้วยปัญญา

ส่วนคนละบาปได้ อาจไม่มีเงินทองมาทำบุญ แต่เขาเพียรละความชั่วตนเองเสมอๆ กลับได้ขึ้นสวรรค์มากมาย และยังเป็นปัจจัยส่งให้เจริญไปสู่พระนิพพานด้วย

เรื่องละบาปทำบุญต้องตั้งอยู่ในความเพียร ๔ คือ

๑ สังวรปทาน คือ เพียรระวังไม่ทำชั่ว
๒ ปหานปทาน คือ เพียรละความชั่วที่กำลังทำอยู่
๓ อนุรักขนาปทาน คือ เพียรรักษาความดีที่มีแล้ว
๔ ภาวนาปทาน คือ เพียรเจริญความดีให้ยิ่งขึ้

ไม่ใช่ว่าพอละบาปได้หน่อย ไปทำบุญ แล้วกลับมาทำบาปใหญ่ต่ออีก อย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ พญากรรมพญาเวรท่านจดบันทึกละเอียดเชียว ถึงเวลาพญายมราชมากระชากวิญญาณออกจากร่าง ต่อให้ทำบุญมากแค่ไหนก็ตาม ถ้าบาปมันแรงกว่า ต้องลงอบายภูมิสถานเดียว อาตมาจึงย้ำตลอดว่า การละบาปสำคัญ ละบาปทางกาย วาจา ใจ เป็นบุญอยู่แล้วในตัว

เหตุมันเกิดจากความไม่มีสติ สติในที่นี้คือสัมมาสติเท่านั้น

พวกที่บอกว่ามีสติ ฝึกสติอยู่ ระวังเถอะ เป็น “มิจฉาสติ” เยอะเเยะ สติลอยๆ ตามดูอารมณ์เฉยๆ ไม่มีความระลึกได้คอยชี้โทษให้เห็น ไม่มีกำลังห้ามทำชั่ว ไม่มีความละอายชั่วกลัวบาป โจรจะขโมยของ โจรมันมีสติดีกว่าเราอีก แมวจะจับหนูฆ่ากิน แมวมันก็มีสติของมันนะ พวกมิจฉาสติ สติพาทำเลว พาเกะกะระราน เจ้าเล่ห์เจ้ากล พวกนี้ไปนรก

คนมี “สัมมาสติ” จริงๆ จะประกอบด้วยปัญญา เขาจะระลึกรู้ได้ในตนเอง เห็นโทษชัด เห็นคุณชัด มีความละอายชั่วกลัวบาป สัมมาสติเขาไม่ปล่อยให้คนทำเลวแน่นอน แถมจะยิ่งตัดภพตัดชาติ ทำลายความยึดมั่นถือมั่น ละกิเลสไปโดยลำดับอีกด้วย

ชาวบ้านเราแม้นจะยากจน แต่ร่ำรวยน้ำใจมาก มีชาวบ้านเล่าให้อาตมาฟังว่า ผมหยอดกระปุกได้ทีละบาท นึกรันทด ท้อใจ อยากให้มีมากๆเหมือนคนรวย จะได้หยอดทีละร้อย ทีละพัน

อาตมาจึงตอบเขาว่า น้ำใจคนจนน่ะ หนึ่งบาทก็เต็มบาท เป็นบาทที่ประเสริฐ อย่าไปนึกเทียบกับใคร บุญอยู่ที่ความเสียสละของใจ ต่อไปเดี๋ยวเราก็มีร้อยมีล้านได้เหมือนกัน สำคัญว่าจิตอย่าหม่นหมอง รักษาจิตให้ผ่องใสไว้ จิตต้องมีพลังทำอะไรจึงจะสำเร็จ เจริญรุ่งเรือง

วิธีการทำบุญที่พระพุทธเจ้าท่านสอนมีหลายวิธี ท่านเรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ คือ

๑.ทานมัย บุญสำเร็จจากการให้
๒.ศีลมัย บุญสำเร็จจากการรักษาศีล
๓.ภาวนามัย บุญสำเร็จจากการอบรมจิตภาวน
๔.อปจายนมัย บุญจากการอ่อนน้อมถ่อมตน
๕.เวยยาวัจจมัย บุญจากการขวนขวายช่วยผู้อื่
๖.ปัตติทานมัย บุญจากการอุทิศให้ส่วนบุญ
๗.ปัตตานุโมทนามัย บุญจากการยินดีในความดีผู้อื่น
๘.ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จจากการฟังธรรม
๙.ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จจากการแสดงธรรม
๑๐.ทิฏฐุชุกรรม ทำความเห็นให้ตรงตามความเป็นจริง

ข้อ ๑๐ นี่รวบยอดนะ การทำความเห็นให้ถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง คือปัญญาแท้ เพราะธรรมะคือธรรมชาติ ธรรมชาติแห่งความเป็นจริง เราพิจารณาในความเป็นจริงของธรรมชาติ

เข้าใจธรรมชาติของกาย เกิดมาเเล้ว ก็แก่เฒ่า เหี่ยวย่น เจ็บไข้ สุดท้ายต้องตาย เน่าสลาย แตกดับเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่มีสาระแก่นสาร เราจะมัวหลงกาย ยึดกายอยู่ กายก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งให้เราได้ตลอด มันแค่ประคองหล่อเลี้ยงกันไป รอวันแตกดับเท่านั้นเอง

เข้าใจธรรมชาติของจิต รู้สึกว่าดีก็ตาม ว่าชั่วก็ตาม ชอบก็ตาม ไม่ชอบก็ตาม มันก็ของแตกดับทั้งหมด อารมณ์ก็เกิดดับ ความคิดก็เกิดดับ ผู้รู้ในสิ่งเหล่านั้นก็เกิดดับ เป็นเหตุปัจจัยสัมผัสกันเเล้วแยกกัน เกิดเท่าไหร่ ดับหมดเท่านั้น

ที่สุดแล้วตัวจิต ตัวผู้รู้เองก็ยึดไม่ได้ จิตทั้งดวงเป็นอวิชชาทั้งดวง ปัญญาหยั่งทราบลงทลายอวิชชาได้เมื่อไหร่ จะเปิดเผยจิตบริสุทธิ์ ที่หลุดพ้นจากอัตตาตัวตน ความยึดมั่นถือมั่น เป็นอิสระจากสังสารวัฏขึ้นม

พิจารณากายอย่างไร ก็พิจารณาจิตอย่างนั้น

กายก็พัง จิตก็พัง
รังของโรคหยาบ
รังของโรคละเอียด
โรคทางกาย โรคทางจิต

หยั่งสัมมาสติ หยั่งปัญญาจ่อลงในกาย ในจิต จะพบแต่ความเกิดดับหมดทั้งสองรัง น่าเบื่อน่าหน่าย มันจะคลายกำหนัดยินดีเอง คลายความมัวเมา คลายความลุ่มหลงได้ เดินปัญญาทลายรวงรังของกิเลสให้สิ้นซากในชาตินี้ เอาให้สิ้นภพจบชาติ จะได้ไม่ต้องลงมาเกิดทำสงครามรบกับกิเลสอีกชาติต่อไป เหนื่อยยากทุกข์ทรมานกันไม่รู้จักสิ้นสุด พอกันเสียที

ผู้ใดภาวนามีกำลังสมาธิตั้งมั่น ให้หมั่นพิจารณาอย่างนี้ มันจะเกิดความเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายก็คลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัด ก็รู้เท่าทันได้

รู้เท่าทันกาย รู้เท่าทันจิต
รู้เท่าทันสภาวะ รู้เท่าทันธรรมะ
รู้เท่าทันอย่างนี้ได้ ย่อมพ้นทุกข์ได้

พระก็เป็นกำลังใจให้โยม โยมก็ต้องเป็นกำลังใจให้พระด้วย พระท่านก็ทำกิจของสงฆ์ ดำรงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง โยมอย่าทิ้งธรรมะก็แล้วกัน พระธรรมท่านจะเลี้ยงคนดี คุ้มครองคนดี สุดท้ายแล้วความดีจะชนะทุกอย่าง

อาตมาขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรมทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด โปรดสงเคราะห์ให้ทุกท่านชนะตลอด ปลอดภัยทุกทิศ อุดมลาภร่ำรวยมากๆนะ รวยอาหารการกิน รวยเงินทองของมีค่า รวยสัมมาสติ รวยวิชชา รวยปัญญา รวยธรรมทุกประการเทอญ “

ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก https://www.facebook.com/WatPaThammakeeree

Please follow and like us:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *